M’Cheyne Bible Reading Plan
พระเจ้าสัญญาให้อิสรภาพ
6 พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับโมเสสว่า “บัดนี้ เจ้าจะได้เห็นว่า เราจะทำอะไรต่อฟาโรห์ เพราะด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเรา ฟาโรห์จะปล่อยให้พวกเขาไป ใช่ และด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเรา เขาจะปล่อยให้พวกเขาออกไปจากดินแดนของเขา”
2 แล้วพระเจ้ากล่าวกับโมเสสว่า “เราคือพระผู้เป็นเจ้า 3 เราได้ปรากฏแก่อับราฮัม อิสอัค และยาโคบในนามว่า ‘พระเจ้าผู้กอปรด้วยมหิทธานุภาพ’[a] แต่เราไม่ได้เผยให้พวกเขารู้ว่า นามของเราคือ พระผู้เป็นเจ้า 4 เราทำพันธสัญญาไว้กับพวกเขาด้วยว่า เราจะให้ดินแดนคานาอันแก่พวกเขา อันเป็นดินแดนที่เขาอพยพไปอยู่ในฐานะคนต่างด้าว 5 ยิ่งกว่านั้น เราได้ยินเสียงคร่ำครวญของชาวอิสราเอลซึ่งชาวอียิปต์บังคับให้เป็นทาสรับใช้ และเราจำพันธสัญญาของเราได้ 6 ฉะนั้นจงบอกกับชาวอิสราเอลว่า ‘เราคือพระผู้เป็นเจ้าและเราจะให้พวกเจ้าหลุดพ้นจากงานหนักที่ชาวอียิปต์บังคับให้ทำ และเราจะให้พวกเจ้าพ้นจากการเป็นทาส และเราจะไถ่ให้รอดพ้นด้วยพลานุภาพ และด้วยการตัดสินลงโทษสถานหนัก 7 และเราจะรับพวกเจ้าเป็นชนชาติของเรา เราจะเป็นพระเจ้าของพวกเจ้า และเจ้าจะรู้ว่า เราคือพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเจ้า ผู้ให้หลุดพ้นจากงานหนักที่ชาวอียิปต์บังคับให้ทำ 8 และเราจะพาพวกเจ้าเข้าไปยังแผ่นดินที่เราได้ยกมือปฏิญาณไว้กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ เราจะมอบแผ่นดินให้พวกเจ้าครอบครอง เราคือพระผู้เป็นเจ้า’” 9 โมเสสก็บอกชาวอิสราเอลไปตามนั้น แต่พวกเขาไม่ฟังโมเสส เพราะขาดความอดทนและต้องตรากตรำกับงาน
10 แล้วพระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับโมเสสว่า 11 “ไปเถิด จงบอกฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์ให้ปล่อยชาวอิสราเอลออกไปจากแผ่นดินของเขา” 12 แต่โมเสสพูดกับพระผู้เป็นเจ้าว่า “ถ้าชาวอิสราเอลไม่ฟังข้าพเจ้า แล้วฟาโรห์จะฟังข้าพเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อข้าพเจ้าพูดไม่เก่ง” 13 แต่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับโมเสสและอาโรน และมอบหน้าที่ให้ท่านทั้งสองไปยังชาวอิสราเอลและฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์ เพื่อพาชาวอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์
บันทึกลำดับเชื้อสายของโมเสสและอาโรน
14 นี่คือบรรดาต้นตระกูลทางฝ่ายบิดาของพวกเขา รูเบนบุตรหัวปีของอิสราเอลมีบุตรชื่อ ฮาโนค ปัลลู เฮสโรน และคาร์มี นี่คือตระกูลของรูเบน 15 สิเมโอนมีบุตรชื่อ เยมูเอล ยามีน โอหาด ยาคีน โศหาร์ ชาอูลบุตรของหญิงชาวคานาอัน นี่คือตระกูลของสิเมโอน 16 รายชื่อบุตรของเลวี ตามการสืบทายาทของเขาคือ เกอร์โชน โคฮาท และเมรารี เลวีมีอายุได้ 137 ปี 17 บุตรของเกอร์โชนชื่อ ลิบนี และชิเมอี นี่คือตระกูลของเขา 18 บุตรของโคฮาทชื่อ อัมราม อิสฮาร์ เฮโบรน และอุสซีเอล โคฮาทมีอายุได้ 133 ปี 19 บุตรของเมรารีชื่อ มัคลี และมูชี นี่คือตระกูลจากเผ่าเลวี ตามการสืบทายาทของเขา 20 อัมรามได้โยเคเบดน้องบิดาของตนเป็นภรรยา และนางให้กำเนิดอาโรนและโมเสส อัมรามมีอายุได้ 137 ปี 21 บุตรของอิสฮาร์ชื่อ โคราห์ เนเฟก และศิครี 22 บุตรของอุสซีเอลชื่อ มิชาเอล เอลซาฟาน และสิธรี 23 อาโรนได้เอลีเช-บาบุตรหญิงของอัมมีนาดับเป็นภรรยา นางเป็นน้องสาวของนาโชน และนางให้กำเนิดนาดับ อาบีฮู เอเลอาซาร์ และอิธามาร์ 24 บุตรของโคราห์ชื่อ อัสสีร์ เอลคานาห์ และอาบียาสาฟ นี่คือตระกูลจากเผ่าโคราห์ 25 เอเลอาซาร์บุตรของอาโรนได้บุตรหญิงคนหนึ่งของปูทิเอลเป็นภรรยา นางให้กำเนิดฟีเนหัส นี่คือต้นสกุลทางฝ่ายบิดาจากเผ่าเลวี ตามแต่ละตระกูลของพวกเขา
26 อาโรนและโมเสสสองคนนี้แหละที่พระผู้เป็นเจ้าสั่งว่า “จงนำชาวอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์โดยแยกกองเหมือนกองทัพตามเผ่าพันธุ์” 27 สองคนนี้แหละที่พูดกับฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์เรื่องการนำชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ เป็นโมเสสผู้นี้และอาโรนผู้นี้
28 ในวันที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับโมเสสที่แผ่นดินอียิปต์ 29 พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับโมเสสว่า “เราคือพระผู้เป็นเจ้า จงบอกฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์ถึงทุกคำที่เราบอกกับเจ้า” 30 แต่โมเสสพูดกับพระผู้เป็นเจ้าว่า “ดูเถิด ข้าพเจ้าพูดไม่เก่ง แล้วเหตุใดฟาโรห์จะฟังข้าพเจ้า”
พระเยซูให้โอวาทแก่สาวกทั้งสิบสองก่อนออกไปประกาศ
9 ครั้นแล้วพระเยซูจึงเรียกอัครทูตทั้งสิบสองมา เพื่อรับอานุภาพและสิทธิอำนาจในการขับไล่มารทั้งปวง รวมถึงการรักษาโรคต่างๆ 2 และพระองค์ส่งพวกเขาออกไปประกาศเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าและรักษาคนป่วย 3 พระเยซูกล่าวกับพวกเขาว่า “ไม่ต้องนำของติดตัวในการเดินทางเลย เช่นไม้เท้า ย่าม อาหาร เงินทอง และเสื้อสำรองตัวใน 4 เมื่อเข้าไปในบ้านใครก็จงอยู่ที่นั่นจนกว่าจะออกไปจากเมือง 5 ถ้าไม่มีผู้ใดต้อนรับ ก็จงสลัดฝุ่นออกจากเท้าเจ้าเวลาที่ไปจากเมืองนั้น เพื่อแสดงถึงความผิดของเขาว่า พระเจ้าจะลงโทษพวกเขา” 6 ดังนั้นสาวกจึงไปตามหมู่บ้านเพื่อประกาศข่าวประเสริฐและรักษาผู้คนทุกแห่งหน
7 เมื่อเฮโรดผู้ปกครองแคว้นได้ยินเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็รู้สึกงุนงง เพราะมีคำเล่าขานว่ายอห์นฟื้นคืนชีวิตจากความตาย 8 บ้างก็พูดว่า เอลียาห์มาปรากฏ และบ้างก็พูดว่าเป็นผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าท่านหนึ่งในสมัยโบราณที่ได้ฟื้นคืนชีวิตอีก 9 เฮโรดกล่าวว่า “เขาคือยอห์นที่เราสั่งตัดหัว แล้วคนที่เราได้ยินเรื่องของเขานี้คือผู้ใด” แล้วเฮโรดเองก็พยายามอย่างยิ่งที่จะได้พบพระเยซู
มหาชนกับขนมปัง 5 ก้อนและปลา 2 ตัว
10 หลังจากที่อัครทูตเดินทางกลับมาแล้ว ก็ได้รายงานการปฏิบัติงานของเขากับพระเยซู แล้วพระองค์ก็พาพวกเขาไปกันตามลำพังถึงเมืองเบธไซดา 11 ฝูงชนที่ทราบเรื่องก็ตามพระองค์ไป พระเยซูต้อนรับพวกเขา และกล่าวถึงอาณาจักรของพระเจ้า ทั้งยังรักษาผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการรักษา
12 ครั้นใกล้เวลาเย็น อัครทูตทั้งสิบสองมาหาพระองค์และบอกว่า “ปล่อยให้ผู้คนไปตามหมู่บ้านใกล้เคียงและชนบท เพื่อหาอาหารและที่พักเถิด เพราะที่นี่เป็นที่กันดาร” 13 พระองค์ตอบว่า “พวกเจ้าเอาอาหารมาให้เขาเถิด” เหล่าสาวกพูดว่า “เรามีเพียงขนมปัง 5 ก้อนกับปลาอีก 2 ตัวเท่านั้น นอกจากว่าเราจะไปซื้ออาหารมาให้คนเหล่านี้” 14 มีชายประมาณ 5,000 คนที่นั่น แต่พระองค์กล่าวกับสาวกว่า “จงให้คนนั่งลงรวมเป็นกลุ่มๆ ละประมาณ 50 คน” 15 พวกสาวกก็ทำตาม โดยให้ทุกคนนั่งลง 16 พระองค์หยิบขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ตัว แล้วแหงนหน้าขึ้นสู่สวรรค์ กล่าวขอบคุณพระเจ้า และบิขนมปังให้กับพวกสาวกเพื่อแจกแก่ผู้คน 17 พวกเขาทุกคนได้รับประทานกันจนอิ่มหนำ และสามารถรวบรวมอาหารที่เหลือได้ 12 ตะกร้า
บุตรมนุษย์เป็นใคร
18 ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระเยซูกำลังอธิษฐานอยู่เพียงพระองค์เดียว พระองค์ถามบรรดาสาวกที่อยู่ด้วยว่า “ฝูงชนพูดกันว่าเราเป็นใคร” 19 สาวกตอบว่า “เป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมา บ้างพูดว่าเป็นเอลียาห์ บางคนก็ว่า เป็นผู้หนึ่งในบรรดาผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้าจากสมัยโบราณที่ได้ฟื้นคืนชีวิตอีก” 20 พระองค์ถามว่า “แต่พวกเจ้าพูดว่าเราเป็นใคร” เปโตรตอบว่า “พระคริสต์ของพระเจ้า”
21 พระเยซูกำชับพวกเขาไม่ให้บอกใครๆ 22 พระองค์กล่าวว่า “บุตรมนุษย์ต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการ และพวกผู้ใหญ่ บรรดามหาปุโรหิต และอาจารย์ฝ่ายกฎบัญญัติจะไม่ยอมรับ บุตรมนุษย์จะถูกประหารชีวิตและ 3 วันต่อมาจะฟื้นคืนชีวิต”
23 แล้วพระองค์กล่าวกับทุกคนที่นั่นว่า “ถ้าใครปรารถนาที่จะตามเรามาจะต้องไม่เห็นแก่ตนเอง เขาจะแบกไม้กางเขนของตนเป็นประจำทุกวันและติดตามเรา 24 เพราะใครก็ตามที่ต้องการช่วยชีวิตของตนให้รอดจะสูญเสียชีวิตนั้นไป แต่ใครก็ตามที่ยอมเสียชีวิตของเขาเพื่อเราก็จะมีชีวิตที่รอดพ้น 25 จะมีประโยชน์อะไร หากคนหนึ่งได้ทั้งโลกมาเป็นของตน แต่ต้องสูญเสียชีวิตของเขาไป 26 ใครก็ตามที่มีความอายเพราะเราและคำพูดของเรา บุตรมนุษย์ก็จะมีความอายเพราะเขา ในเวลาที่ท่านมาด้วยสง่าราศีของท่าน ของพระบิดาและของบรรดาทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ 27 เราขอบอกความจริงกับเจ้าว่า บางคนที่ยืนอยู่ที่นี่จะไม่รู้รสความตายก่อนที่จะเห็นอาณาจักรของพระเจ้า”
พระเยซู โมเสส และเอลียาห์
28 หลังจากที่พระเยซูกล่าวสิ่งนี้ได้ประมาณ 8 วันก็พาเปโตร ยอห์น และยากอบ ขึ้นไปบนภูเขาด้วยเพื่ออธิษฐาน 29 ขณะที่พระองค์อธิษฐานอยู่ ใบหน้าของพระองค์ก็เปลี่ยนไป และเสื้อตัวนอกที่สวมก็บังเกิดขาวประกายเจิดจ้า 30 มีชาย 2 คนกำลังสนทนาอยู่กับพระองค์คือโมเสสและเอลียาห์ 31 เขาทั้งสองปรากฏตัวด้วยสง่าราศีที่รุ่งโรจน์ และกำลังสนทนากันถึงการจากไปของพระองค์ ซึ่งใกล้ถึงเวลาที่จะกระทำให้สำเร็จเสร็จสิ้นที่เมืองเยรูซาเล็ม 32 เปโตรและสาวกอีก 2 คนที่ติดตามมาด้วยกำลังเคลิ้ม แต่เมื่อตื่นขึ้นก็เห็นพระสง่าราศีของพระเยซู และชาย 2 คนนั้นก็ยืนอยู่ด้วย 33 ขณะที่ชายทั้งสองกำลังจากไป เปโตรพูดกับพระเยซูโดยไม่รู้สึกตัวว่า “นายท่าน ดีเหลือเกินที่พวกเราได้มาอยู่กันที่นี่ ให้พวกเราสร้างกระโจม 3 หลังเถิด กระโจมหนึ่งสำหรับพระองค์ กระโจมหนึ่งสำหรับโมเสส และกระโจมหนึ่งสำหรับเอลียาห์” 34 ขณะที่กำลังพูด เมฆก้อนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นปกคลุมผู้คน ณ ที่นั้นไว้ จนต่างก็เกิดความตระหนกยิ่ง 35 ทั้งมีเสียงจากเมฆกล่าวว่า “ผู้นี้เป็นบุตรของเรา คือผู้ที่เราได้เลือกไว้แล้ว จงฟังท่านเถิด” 36 สิ้นเสียงนั้นแล้วสาวกทั้งสามก็พบพระเยซูแต่เพียงลำพัง และพวกเขาเก็บเรื่องนี้ไว้โดยไม่แพร่งพรายกับผู้ใดในเวลานั้นว่า พวกเขาได้พบอะไรมาบ้าง
พระเยซูขับไล่วิญญาณร้ายออกจากตัวเด็ก
37 ในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระองค์และเหล่าสาวกลงมาจากภูเขาก็พบว่า มีผู้คนมากมายมารอพบพระองค์ 38 ชายคนหนึ่งในฝูงชนตะโกนขึ้นว่า “อาจารย์ ขอท่านโปรดดูลูกชายของข้าพเจ้า เพราะเขาเป็นลูกคนเดียวเท่านั้น 39 มีวิญญาณเข้าสิงเขา ทำให้กรีดร้องดังทันทีทันใด แล้วเขาจะชักจนน้ำลายฟูมปาก มันทำให้เขาล้มลุกคลุกคลาน และแทบจะไม่ได้ละไปจากร่างของเขาเลย 40 ข้าพเจ้าได้อ้อนวอนให้สาวกของท่านขับไล่มันไปเสีย แต่พวกเขาทำไม่ได้” 41 พระเยซูตอบว่า “คนในช่วงกาลเวลานี้ช่างไร้ความเชื่อ และบิดเบือนเสียจริง เราจะต้องอยู่กับพวกเจ้า และทนต่อเจ้าไปนานสักเท่าไร จงนำตัวลูกชายของเจ้ามาที่นี่เถิด” 42 ขณะที่เด็กกำลังเดินมา มารก็ทำให้เขาล้มลงกับพื้นและชัก แต่พระเยซูห้ามวิญญาณร้าย และรักษาเด็กจนหายดี แล้วส่งกลับไปหาพ่อของเขา 43 ฝูงชนต่างอัศจรรย์ใจในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
ขณะที่ทุกคนกำลังแปลกใจกับสิ่งทั้งปวงที่พระเยซูกระทำ พระองค์กล่าวกับพวกสาวกว่า 44 “จงฟังเราให้ดี จวนเวลาแล้วที่บุตรมนุษย์จะถูกมอบไว้ในมือของมนุษย์” 45 แต่พวกเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่พระองค์กล่าวถึง เขาไม่อาจเห็นความหมายที่แฝงอยู่ แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามถึงความนัยนั้น
ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด
46 พวกสาวกเริ่มถกเถียงกันว่าใครเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในจำนวนพวกเขา 47 พระเยซูทราบถึงความคิดของสาวกจึงนำเด็กเล็กๆ คนหนึ่งมายืนใกล้พระองค์ 48 แล้วกล่าวกับคนเหล่านั้นว่า “ผู้ใดก็ตามที่รับเด็กเล็กๆ คนนี้ในนามของเรา ก็ถือได้ว่า รับเราด้วย และผู้ใดที่รับเรา ก็นับว่ารับพระองค์ผู้ส่งเรามา ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดในพวกเจ้าคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”
49 ยอห์นพูดว่า “นายท่าน พวกเราเห็นชายคนหนึ่งขับไล่พวกมารในพระนามของพระองค์ และพวกเราพยายามที่จะห้ามเขา เพราะว่าเขาไม่ใช่คนของเรา” 50 พระเยซูกล่าวว่า “อย่าห้ามเขาเลย คนที่ไม่เป็นฝ่ายค้านพวกเจ้าก็เป็นฝ่ายเจ้า”
ชาวสะมาเรียไม่ยอมรับพระเยซู
51 เมื่อใกล้เวลาที่พระองค์จะคืนสู่สวรรค์ พระเยซูตั้งใจแน่วแน่ที่จะเดินทางไปยังเมืองเยรูซาเล็ม 52 และส่งพวกผู้ส่งข่าวล่วงหน้าไปยังหมู่บ้านของชาวสะมาเรีย[a] เพื่อเตรียมสิ่งต่างๆ ให้พร้อม 53 แต่ผู้คนที่นั่นกลับไม่ยอมรับพระองค์ เพราะเมืองเยรูซาเล็มเป็นจุดหมายปลายทางของพระองค์ 54 เมื่อสาวกของพระองค์คือยากอบและยอห์นเห็นดังนั้นจึงถามว่า “พระองค์ท่าน พระองค์จะโปรดให้พวกเราขอไฟลงมาจากสวรรค์ทำลายเขาเสียไหม” 55 แต่พระเยซูหันกลับและห้ามพวกเขาไว้ 56 แล้วพระองค์กับเหล่าสาวกจึงไปยังหมู่บ้านอื่น
ความพร้อมก่อนติดตามพระเยซู
57 ขณะที่พวกเขากำลังเดินกันไปตามถนน ได้มีชายคนหนึ่งพูดกับพระองค์ว่า “ข้าพเจ้าจะติดตามพระองค์ไปทุกแห่งหน” 58 พระเยซูตอบว่า “สุนัขจิ้งจอกอาศัยในโพรง นกมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่อาศัยนอน” 59 พระองค์กล่าวกับอีกคนว่า “จงตามเรามาเถิด” ชายผู้นั้นพูดว่า “พระองค์ท่าน โปรดให้ข้าพเจ้าได้ไปฝังศพบิดาของข้าพเจ้าก่อน” 60 พระเยซูกล่าวกับเขาว่า “ปล่อยให้คนตายฝังศพคนตายของเขาเอง เจ้าจงไปเพื่อประกาศเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า” 61 อีกคนพูดว่า “พระองค์ท่าน ข้าพเจ้าจะติดตามพระองค์ไป แต่ขอให้ได้ร่ำลาครอบครัวของข้าพเจ้าก่อน” 62 พระเยซูตอบว่า “ไม่มีผู้ใดที่จับคันไถแล้วหันหน้ากลับไป จะเหมาะสมกับการเป็นผู้รับใช้ในอาณาจักรของพระเจ้า”
โยบตอบ: พระเจ้าอยู่ไหน
23 โยบจึงตอบว่า
2 “วันนี้ฉันยังพร่ำบ่นด้วยความขมขื่น
พระองค์ไม่หยุดลงโทษ แม้ฉันจะคร่ำครวญก็ตาม
3 โอ ขอเพียงให้ฉันทราบว่าจะพบพระองค์ได้ที่ไหน
ขอเพียงให้ฉันไปยังที่พระองค์อยู่ให้ได้
4 ฉันจะยื่นคดีต่อพระองค์
และพร้อมที่จะโต้แย้ง
5 ฉันจะเรียนรู้จากคำตอบของพระองค์
และจะเข้าใจสิ่งที่พระองค์จะกล่าว
6 พระองค์จะโต้แย้งกับฉันด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์หรือ
ไม่หรอก พระองค์จะตั้งใจฟังฉัน
7 ณ ที่นั้น ผู้มีความชอบธรรมผู้หนึ่งจะโต้แย้งพระองค์
และผู้ตัดสินจะนับว่าฉันไม่มีความผิดไปตลอดกาล
8 ดูเถิด ฉันก้าวไปข้างหน้า แต่พระองค์ไม่อยู่ที่นั่น
ฉันถอยหลัง แต่ฉันก็ไม่พบพระองค์
9 ฉันมองหาพระองค์ทางซ้ายมือ แต่ไม่เห็นพระองค์
ฉันหันไปทางขวามือ แต่ฉันก็มองไม่เห็นพระองค์
10 แต่พระองค์ทราบทางที่ฉันเลือก
เมื่อพระองค์ทดสอบฉัน ฉันก็จะสุกใสดั่งทองคำ
11 เท้าของฉันตามรอยเท้าของพระองค์อย่างมั่นคง
ฉันได้ดำเนินตามทางของพระองค์และไม่ได้หันเหไป
12 ฉันไม่ได้ละไปจากคำบัญชาของพระองค์
ฉันได้รักษาคำสั่งของพระองค์ มากยิ่งกว่าอาหารประจำวัน
13 แต่พระองค์ไม่เปลี่ยนใจ ใครจะเปลี่ยนพระองค์ได้
พระองค์ประสงค์อย่างไร พระองค์ก็กระทำอย่างนั้น
14 พระองค์กระทำสิ่งที่พระองค์กำหนดให้เกิดขึ้นกับฉัน
และพระองค์มีแผนอีกมากมายสำหรับฉัน
15 ฉะนั้น ฉันหวาดหวั่น ณ เบื้องหน้าพระองค์
เมื่อฉันนึกถึงสิ่งเหล่านี้ ฉันก็เกรงกลัวพระองค์
16 พระเจ้าทำให้ฉันท้อแท้ใจ
องค์ผู้กอปรด้วยมหิทธานุภาพทำให้ฉันหวาดหวั่น
17 ฉันไม่ได้เงียบงันเพราะความมืด
ไม่ใช่เพราะความมืดคลุ้มที่คลุมหน้าฉัน
เปาโลตักเตือนเรื่องรูปเคารพและสิ่งต้องห้ามอื่นๆ
10 พี่น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า บรรพบุรุษของเรามีก้อนเมฆนั้นคลุมไป และทุกคนก็สามารถข้ามผ่านทางทะเลได้ 2 ทุกคนได้ผูกพันในโมเสส ทั้งในบัพติศมาในก้อนเมฆและในท้องทะเล 3 ทุกคนได้รับประทานอาหารฝ่ายวิญญาณเหมือนกันหมด 4 และดื่มสิ่งที่เป็นฝ่ายวิญญาณเหมือนกันหมด เพราะว่าทุกคนดื่มจากศิลาฝ่ายวิญญาณซึ่งร่วมเดินทางไปกับพวกเขา ศิลานั้นคือพระคริสต์ 5 ถึงกระนั้นก็ดี พระเจ้าไม่พอใจกับคนส่วนใหญ่ และพวกเขาก็ล้มตายกันในถิ่นทุรกันดาร
6 เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น เพื่อเป็นตัวอย่างไม่ให้เราฝักใฝ่ในการทำชั่วเหมือนที่เขาเหล่านั้นกระทำไป 7 อย่าบูชารูปเคารพอย่างที่บางคนบูชาในสมัยนั้น เพราะมีบันทึกไว้ว่า “ผู้คนนั่งลงดื่มกินแล้วลุกขึ้นเฮฮากัน”[a] 8 เราไม่ควรประพฤติผิดทางเพศอย่างที่บางคนในสมัยนั้นประพฤติกัน และในวันเดียวเท่านั้นที่คน 23,000 คนได้ตายไป 9 เราไม่ควรลองดีกับพระผู้เป็นเจ้า อย่างที่บางคนได้กระทำและถูกงูกัดตาย 10 อย่าพร่ำบ่นอย่างที่บางคนได้พร่ำบ่น และถูกกำจัดชีวิตโดยทูตแห่งความตาย 11 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาเหล่านั้น เพื่อเป็นตัวอย่าง และถูกจดบันทึกไว้สำหรับเตือนใจพวกเราที่ยังประสบกับยุคสุดท้ายอยู่ 12 ฉะนั้นถ้าท่านคิดว่าท่านกำลังยืนหยัดอยู่ ก็จงระมัดระวังอย่าให้ล้มลง 13 ไม่มีสิ่งยั่วยุอันใดที่เกิดขึ้นกับท่าน นอกจากจะเป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทั้งหลาย และพระเจ้ารักษาคำมั่นสัญญา พระองค์จึงไม่ปล่อยให้ท่านถูกยั่วยุเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ แต่เมื่อถูกยั่วยุ พระองค์โปรดที่จะเปิดโอกาสให้ท่านหาทางออก เพื่อให้ท่านทนได้
14 ฉะนั้น ท่านที่รักทั้งหลาย จงหนีให้พ้นจากการบูชารูปเคารพ 15 ข้าพเจ้าพูดกับผู้มีสติปัญญา ฉะนั้นจงตัดสินเองว่าข้าพเจ้าพูดอะไร 16 ถ้วยแห่งพระพรซึ่งเรากล่าวขอบคุณพระเจ้า มิได้เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีส่วนร่วมกับโลหิตของพระคริสต์หรือ ขนมปังที่เราบิออก มิได้เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีส่วนร่วมในกายของพระคริสต์หรือ 17 แม้พวกเรามีเป็นจำนวนมากแต่เพราะขนมปังก้อนเดียว เราจึงเป็นกายเดียว ด้วยเหตุว่าพวกเราทุกคนรับประทานจากขนมปังก้อนเดียวกัน 18 จงพิจารณาดูชนชาติอิสราเอลเถิด บรรดาผู้ที่รับประทานสิ่งที่ได้ถวายเป็นเครื่องสักการะแล้ว ไม่มีส่วนร่วมในแท่นบูชาหรือ 19 ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าหมายความว่าอย่างไร สิ่งที่มอบแก่รูปเคารพมีความหมายหรือ หรือว่ารูปเคารพมีความหมาย 20 เปล่าเลย สิ่งที่คนนอกมอบนั้น เขามอบแก่มาร ไม่ใช่ถวายแด่พระเจ้า และข้าพเจ้าไม่ต้องการให้ท่านเป็นผู้มีส่วนร่วมกับพวกมาร 21 ท่านจะดื่มจากถ้วยของพระผู้เป็นเจ้าและจากถ้วยของพวกมารพร้อมกันไม่ได้ เช่นเดียวกันคือ จะมีส่วนร่วมทั้งที่โต๊ะของพระผู้เป็นเจ้าและของพวกมารด้วยไม่ได้ 22 เราพยายามจะกระตุ้นให้ความหวงแหนของพระผู้เป็นเจ้าแรงขึ้นหรือ เรามีอานุภาพยิ่งกว่าพระองค์หรือ
23 “ไม่มีสิ่งใดที่เป็นสิ่งต้องห้าม” แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งเป็นประโยชน์ “ไม่มีสิ่งใดที่เป็นสิ่งต้องห้าม” แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งเป็นการเสริมสร้าง 24 ไม่ควรมีผู้ใดที่หาประโยชน์เพื่อตนเอง แต่ควรหาเพื่อคนอื่นๆ 25 สิ่งที่ขายตามตลาดขายเนื้อนั้นรับประทานได้ ไม่ต้องซักถามเรื่องใดเพื่อเห็นแก่มโนธรรม 26 ด้วยเหตุว่า “ทั้งโลกและทุกสิ่งในโลกเป็นของพระผู้เป็นเจ้า”[b] 27 ถ้ามีคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าเชิญท่านไปรับประทานอาหาร และท่านอยากไป ก็จงรับประทานสิ่งที่เขาตั้งไว้ตรงหน้าท่าน โดยไม่ต้องซักถามเรื่องใดเพื่อเห็นแก่มโนธรรม 28 แต่ถ้ามีใครบอกท่านว่า “สิ่งนี้ได้บูชาแก่รูปเคารพแล้ว” ก็อย่ารับประทาน เพราะเห็นแก่คนที่บอกท่านและแก่มโนธรรมด้วย 29 ข้าพเจ้าหมายถึงมโนธรรมของคนนั้น ไม่ใช่ของท่าน ทำไมการมีอิสระของข้าพเจ้าจะต้องถูกตำหนิเพราะมโนธรรมของคนอื่น 30 ถ้าข้าพเจ้ารับประทานอาหารด้วยมีใจขอบคุณพระเจ้า แล้วทำไมจึงมีคนว่าร้าย ในเมื่อข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าเล่า
31 ฉะนั้น ไม่ว่าท่านดื่มกินสิ่งใด หรือไม่ว่ากระทำสิ่งใด ก็จงทำทุกสิ่งเพื่อพระบารมีของพระเจ้า 32 อย่าเป็นเหตุให้ผู้อื่นสะดุดใจ ไม่ว่าจะเป็นชาวยิว กรีก หรือคริสตจักรของพระเจ้า 33 แม้ข้าพเจ้าก็พยายามทำตนให้เป็นที่พอใจของทุกคนในทุกสิ่ง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ได้เห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง แต่ของคนจำนวนมาก เพื่อให้เขารอดพ้นได้
Copyright © 1998, 2012, 2020 by New Thai Version Foundation